26.8 C
Bangkok

มาลองเช็ก 11 อาการเสี่ยง “สมองเสื่อม” ไม่แก่ก็เป็นได้

Published:

แพทย์หญิงพิมลพรรณ วิเสสสาระกูล แพทย์เฉพาะทางอายุรแพทย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและการทำงานของตัวผู้ป่วยเอง รวมถึงผู้ดูแลที่ต้องรับหน้าที่หนักเพิ่มขึ้น 

การสังเกตอาการและปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อาจนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็ว เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยและญาติ

ภาวะสมองเสื่อม คืออะไร

ภาวะสมองเสื่อมเป็นภาวะที่สมองมีการทำงานแย่ลงจนส่งผลต่อชีวิตประจำวัน เช่น หลงลืม หลงทางที่ใช้อยู่เป็นประจำ คิดคำนวณเงินผิดพลาด บวกลบเลขง่ายๆไม่ได้ จำไม่ได้ว่าวางสิ่งของไว้ที่ไหน การตัดสินใจในภาวะต่างๆแย่ลง รวมถึงการมีพฤติกรรมที่ผิดแผกไปจากเดิม เช่น ทำอะไรซ้ำๆ พูดอะไรซ้ำๆ 

สาเหตุของภาวะสมองเสื่อม

  • แบบที่รักษาได้ ซึ่งจำเป็นต้องสืบค้น เพื่อให้การรักษา
  • โรคทางกาย เช่น โรคไทรอยด์ การติดเชื้อซิฟิลิสในสมอง  โรคขาดวิตามินบี 12 หรือโฟลิค ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • โรคทางสมอง เช่น มีเลือดออกในสมอง น้ำคั่งในโพรงสมอง หรือเนื้องอกสมอง โรคพาร์กินสัน
  • ภาวะอื่นๆ เช่น การใช้ยาประจำบางชนิด หรือ โรคซึมเศร้า
  • แบบที่ไม่หายขาด
  • สมองเสื่อมอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)
  • หลอดเลือดสมองตีบ ในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับความจำ (vascular dementia)

เช็ก 11 อาการเสี่ยง “สมองเสื่อม” ไม่แก่ก็เป็นได้

อาการของสมองเสื่อม อาจจะเกิดในระยะเวลาไม่นานหรือใช้เวลานานเป็นเดือนหรือปีก็ได้ ขึ้นกับสาเหตุ

  1. พูดหรือถามเรื่องเดิมที่เพิ่งเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยมักจะยังจดจำความจำเรื่องเก่าๆในอดีตได้ 
  2. สับสนเรื่องวันเวลาสถานที่ 
  3. ทำอะไรซ้ำๆ เช่น เก็บของแล้ว รื้อออกมาเก็บใหม่
  4. วางของทิ้งไว้แล้วหาไม่เจอ
  5. หลงทางในเส้นทางที่ใช้อยู่เป็นประจำ
  6. คิดเงินหรือทอนเงินผิดพลาดไป
  7. ลืมเหตุการณ์หรือนัดสำคัญๆ 
  8. การตัดสินใจผิดพลาดมากขึ้น
  9. อารมณ์ หรือบุคลิกเปลี่ยนไป เช่น เชื่องช้า หรือก้าวร้าวหงุดหงิดง่ายมากขึ้น
  10. ใช้คำพูดผิด หรือนึกคำไม่ออกบ่อยๆ
  11. ช่วยเหลือตัวเองในเรื่องกิจวัตรประจำวันได้ลดลง ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ เช่น กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน 

การวินิจฉัยสมองเสื่อม

  1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย ซึ่งโดยทั่วไปผู้ป่วยมักให้ข้อมูลได้ไม่ครบถ้วนเนื่องจากมีอาการหลงลืม จึงควรพาญาติใกล้ชิดหรือคนที่อยู่ดูแลประจำมาร่วมในการซักประวัติด้วย
  2. การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ
  3. การตรวจโดยใช้แบบทดสอบความจำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  4. การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI brain) หรือ PET scan

การรักษาสมองเสื่อม

  1. รักษาตามสาเหตุ ถ้าเป็นสาเหตุที่สามารถรักษาได้ 
  2. ถ้าวินิจฉัยเป็นสมองเสื่อมแบบอัลไซเมอร์ โดยปกติ จะใช้ยาในการประคับประคอง ให้อาการไม่ทรุดลงเร็วมาก ซึ่งมักจะได้ผลดีเมื่อเริ่มให้ในระยะแรกๆ ร่วมกับการฝึกพัฒนาสมอง (cognitive training) 
  3. การรักษาปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมจากตัวโรค เช่น โวยวาย ก้าวร้าว ด่าทอหยาบคาย ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ดูแล ซึ่งการแก้ไขจำเป็นต้องได้รับการปรับเปลี่ยนรูปแบบและความเข้าใจในตัวโรคของผู้ดูแล หรืออาจต้องใช้ยาร่วมด้วยเพื่อลดอาการ
  4. การดูแลผู้ดูแลผู้ป่วย เนื่องจากการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อม มักส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้ดูแลโดยตรง อาจทำให้เกิดความเครียด ห่อเหี่ยว และทุกข์ใจ ดังนั้นการให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ดูแลจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ดูแลและยังช่วยให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้ดีมากขึ้น

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :แพทย์หญิงพิมลพรรณ วิเสสสาระกูล แพทย์เฉพาะทางอายุรแพทย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล

ภาพ :iStock

Related articles